เมื่อสร้าง Driver เสร็จเรียบร้อย คุณสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้ โดยการสร้าง Form การเชื่อมต่อ ดังตัวอย่าง
- การเชื่อมต่อฐานข้อมูลและตรวจสอบข้อผิดพลาด (Jfconnectdb.java)
Output:
Component
Properties
JButton1
เปลี่ยนข้อความบนปุ่ม (Edit Text) : show DB
JButton2
เปลี่ยนข้อความบนปุ่ม (Edit Text) : บันทึก
JTextField1
เปลี่ยนข้อความบนปุ่ม (Edit Text) : ค่าว่าง
JTextField2
เปลี่ยนข้อความบนปุ่ม (Edit Text) :ค่าว่าง
JTextField3
เปลี่ยนข้อความบนปุ่ม (Edit Text) :ค่าว่าง
JLabel1
เปลี่ยนข้อความบนปุ่ม (Edit Text) :รหัส
JLabel2
เปลี่ยนข้อความบนปุ่ม (Edit Text) :ชื่อ
JLabel3
เปลี่ยนข้อความบนปุ่ม (Edit Text) :นามสกุล
JTextArea1
text: Message
Frame
title : Connect DB
Source Code:
package applicationann;
import java.sql.*;
public class JFconnectdb extends javax.swing.JFrame {
Statement stmt1;
Connection con;
/** Creates new form JFconnectdb */
public JFconnectdb() {
initComponents();
}
private void formWindowClosed(java.awt.event.WindowEvent evt) {
try{
con.close();
}catch(SQLException e){
}
// TODO add your handling code here:
}
private void formWindowOpened(java.awt.event.WindowEvent evt) {
try{
Class.forName("sun.jdbc.odbc.JdbcOdbcDriver");
}catch(ClassNotFoundException ex){
jTextArea1.setText(ex.getMessage());
}
try{
String url = "jdbc:odbc:testjava";
con = DriverManager.getConnection(url,"per_dep.mdb","");
stmt1 = con.createStatement(ResultSet.TYPE_SCROLL_INSENSITIVE,
ResultSet.CONCUR_READ_ONLY);
}catch(SQLException e){
jTextArea1.setText("ConnectionError : " + e.getMessage());
//System.err.print(e.getMessage());
}// TODO add your handling code here:
// TODO add your handling code here:
}
private void jButton2MouseClicked(java.awt.event.MouseEvent evt) {
try{
stmt1.executeUpdate("update table1 set test2 = 'personal'");
}catch(SQLException e){
jTextArea2.setText("error on update : " + e.getMessage());
}
}
private void jButton1MouseClicked(java.awt.event.MouseEvent evt) {
try{
String SQL = "select * from personal";
ResultSet rs = stmt1.executeQuery(SQL);
rs.first();
jTextField1.setText(rs.getString("id"));
jTextField2.setText(rs.getString("name"));
jTextField3.setText(rs.getString("last_name"));
jTextArea2.setText("execute SQL : " + rs.getString(1));
rs.close();
}catch(SQLException e){
jTextArea1.setText("execute SQL : " + e.getMessage());
System.err.print(e.getMessage());
}// TODO add your handling code here:
}
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
การเชื่อมต่อฐานข้อมูล
การเชื่อมต่อฐานข้อมูลและจัดการกับฐานข้อมูล
หัวข้อ (Topic):
11.1 การสร้างฐานข้อมูลและกำหนดไดรเวอร์ (Setting Up Your Resources)
11.2 การเข้าถึงฐานข้อมูล (Connecting to Databases)
11.3 การจัดการฐานข้อมูล (Managing to Database)
11.4 คำสั่งเอสคิวแอล (SQL Command)
วัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Learning Objective):
1. สามารถสร้างฐานข้อมูลและกำหนดไดรเวอร์เพื่อทำงานกับฐานข้อมูลได้
2. สามารถเชื่อมต่อการทำงานกับฐานข้อมูลได้
3. สามารถเขียนชุดคำสั่งในการจัดการกับฐานข้อมูลได้
4. อธิบายรูปแบบการใช้งานคำสั่ง SQL ได้
จากเนื้อหาในบทที่แล้ว เราได้ทราบถึงการใช้งาน Swing Package ซึ่งบรรจุคลาสของ Component ต่าง ๆ ที่หลากหลาย ที่ใช้ในการสร้างการเชื่อมต่อการทำงานกับ User แน่นอนว่าจุดประสงค์ของการทำงานกับโปรแกรมนั้นก็คือเรื่องของข้อมูล หากเราทำการสร้างแบบฟอร์มสำหรับรับค่าข้อมูลจากจาก User แล้วเก็บข้อมูลในตัวแปร ก็จะเป็นการเก็บข้อมูลเพียงชั่วขณะเท่านั้น ดังนั้นหากเราต้องการจัดเก็บข้อมูลอย่างมั่นคงและถาวร ก็ต้องมีการเก็บลงในฐานข้อมูล (Database) ซึ่งในบทนี้ จะขอแนะนำให้ทราบถึงวิธีการใช้ NetBeans ทำงานร่วมกับฐานมูล
11.1 การสร้างฐานข้อมูลและกำหนดไดรเวอร์ (Setting Up Your Resources)
แน่นอนประเภทของฐานข้อมูลนั้นมีหลายประเภท แต่ฐานข้อมูลประเภทที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็คือฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) ฐานข้อมูลประเภทนี้ทำให้คุณสามารถะเชื่อมโยง (Link) ข้อมูลแบบหลายต่อหลายได้ (Many-to-Many) แต่นับจากปัจจุบันถึงอนาคตฐานข้อมูลประเภทนี้จะถูกแทนที่ด้วยฐานข้อมูลเชิงวัตถุ (Object Database) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลหลากประชนิด ทั้งข้อความ (Text) ภาพ(Image) เสียง (Voice) และมัลติมิเดีย (Multimedia) นอกจากนี้การทำงานกับฐานข้อมูล คุณจำเป็นต้องเลือกโปรแกรมฐานข้อมูลและโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล (DBMS: Database Management System) ที่มีความเหมาะสมกับกับระบบ อีกทั้งคำนึงถึงค่าใช้จ่าย (Cost) ในการลงทุนเลือกซื้อ Software เหล่านี้อีกด้วย ว่าโปรแกรมฐานข้อมูลนั้น และสำหรับภาษา Java จัดเป็นโปรแกรม DBMS ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล ทำให้เราสามารปรับปรุง (Update) ฐานข้อมูลได้ และ Java นั้นก็สามารถเชื่อมการทำงานกับฐานข้อมูลได้หลากหลายชนิด อาทิเช่นฐานข้อมูล Access, Oracle และ MySQL เป็นต้น และในที่นี้จะขอแนะนำวิธีการเชื่อม Java กับฐานข้อมูล Accesss เนื่องจากเป็นฐานข้อมูลขนาดเล็ก และคาดว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านคงมีโปรแกรม MS-Access ติดตั้งพร้อมแล้ว ไม่ต้องค้นหาโปรแกรมอื่นเพิ่มเติม คงทำให้สะดวกและง่ายในการทำงานมากยิ่งขึ้น
การสร้างฐานข้อมูล
ให้เริ่มสร้างฐานข้อมูลใน Access ก่อนตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
การเข้าใช้งานโปแกรม MS-Access และการสร้างฐานข้อมูล
1. Start > All Programs > Microsoft Access
2. เลือก Blank Database ที่แถบด้านขวามือ ดังรูป
การสร้างตาราง (Table)
ก่อนเริ่มสร้างตารางในการจัดเก็บข้อมูลมีความจำเป็นต้องออกแบบและกำหนดโครงสร้างของตาราง ซึ่งหลักการออกแบบ Table ภายใน database ต้องอาศัยการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง table และต้องทำการจัดบรรทัดฐานของ database (Normalization) เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนของข้อมูลตามหลักวิชา ฐานข้อมูล ในที่นี้สมมติว่า เราจะสร้างฐานข้อมูลเพื่อเก็บบุคคล (Personal) จะขอยกตัวอย่างข้อมูลจำนวนไม่มากเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ
การกำหนดโครงสร้างของตาราง (Table Structure)
ทำการกำหนดโครงสร้างของตาราง ดังนี้
ชื่อตาราง (Table) : personal
ลำดับ
(Number) ชื่อ Field
(Field Name) ชนิดข้อมูล
(Data Type) ความกว้าง
(Field Size) อธิบาย
(Description)
1 id Text 4 รหัสพนักงาน
2 name Text 25 ชื่อพนักงาน
3 last_name Text 25 นามสกุล
เริ่มสร้างตาราง
1. เลือกป้าย Table ในแถบด้านซ้าย > เลือก Create table in Design view เพื่อกำหนดโครงสร้างตารางด้วยตัวคุณเอง
2. ทำการกำหนด Field ลงในตารางตามที่ได้ออกแบบไว้ ดังรูป
การกำหนด Primary Key
เมื่อกำหนดโครงสร้างของตารางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะออกจากหน้าต่างนี้
เพื่อเข้าสู่การป้อนข้อมูล คุณจำเป็นต้องทำการกำหนดคีย์หลักของตาราง (Primary key) ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะนิยมกำหนดให้ 1 Table ใช้ primary key 1 ตัวเท่านั้น แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป สามารถมี primary key มากกว่า 1 ตัวได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะข้อมูลในตาราง โดยคุณสมบัติหลัก ๆ ของ Field ที่เราจะเลือกใช้เป็น primary key นั้น จะเป็น Field ที่เก็บข้อมูลไม่ซ้ำกัน(unique) โดยมากนิยมใช้ข้อมูลรหัส เป็น primary key (ควรศึกษาเพิ่มในวิชาฐานข้อมูล) และการกำหนด primary key มีขั้นตอนดังนี้
1. Click ขวาที่หัวแถวของ Field “id” > เลือก Primary key > จะมีรูปกุญแจปรากฎขึ้น ให้ดูภาพตัวอย่างได้จากด้านบน
การป้อนข้อมูลในตาราง Data Sheet
สามารถป้อนข้อมูลในตารางได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. Click ปุ่ม Close ที่มุมขวามือที่ปิดหน้าต่างของตาราง > จะปรากฏ
dialog ถามว่าคุณต้องการ Save ตารางหรือไม่ ให้ตอบ Yes และระบุชื่อตารางที่ต้องการ Save
3. จากนั้นจะปรากฎชื่อตาราง “Personal” ที่หน้าต่างของ database > ให้
Double click ที่ชื่อตาราง “Personal” เพื่อเปิดตารางขึ้นมาสำหรับป้อนข้อมูล
คุณสามารถสลับการทำงานไปมาระหว่างหน้าต่างป้อนข้อมูล (Data Sheet) กับ
หน้าต่างโครงสร้างของตาราง (Table Structure) ได้ โดยใช้ปุ่ม View ที่มุมบนซ้ายมือ ดังรูป
ถ้าคุณอยู่ในหน้าต่างโครงสร้างของตาราง (Table Structure) แล้วต้องการสลับไป
ยังหน้าต่าง Data Sheet ปุ่ม View จะเปลี่ยนสถานะจากรูปดินสอ เป็นรูป
- การแก้ไขโครงสร้างของตาราง
1. เมื่ออยู่ในหน้าต่าง Database > Click ขวาที่ชื่อตาราง “Personal” > เลือก
Design View
กำหนดไดรเวอร์ (Driver)
คุณสามารถเข้ากำหนด Driver เพื่อทำงานร่วมกับฐานข้อมูล Access ได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. Start > Control Panel > Administrative Tools > Data Sources (ODBC)
2. เลือกป้าย System DSN > Add > Microsoft Access Driver (*.mdb) > Finish
3. จะปรากฏหน้าจอ dialog ให้กำหนดชื่อ Driver > พิมพ์ชื่อ Driver ที่ต้องการลงในช่อง Data Source Name ดังรูป (หมายเลข 2) ตั้งชื่อ Driver ชื่อ Testjava
4. จากนั้น click ปุ่ม Select เพื่อเข้าไปเลือกฐานข้อมูลที่ต้องการใช้ (ตามรูปหมายเลข 3) > ให้ค้นหาที่อยู่ของ Database โดยทำงานตามขั้นตอนหมายเลข 4-7
5. จะกลับเข้าสู่หน้าจอ ดังรูป > ให้ click ปุ่ม OK
6. จากนั้นจะกลับสู่การทำงานของป้าย System DSN และปรากฎชื่อ Driver “testjava” ตามที่ได้กำหนดไว้ > คุณสามารถ click ปุ่ม Configure เพื่อย้อนกลับไปแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงรายการฐานข้อมูลที่เลือก
7. เมื่อกำหนดข้อมูลเสร็จเรียบร้อย ต้องการจบการทำงานให้ click ปุ่ม Apply > OK
หัวข้อ (Topic):
11.1 การสร้างฐานข้อมูลและกำหนดไดรเวอร์ (Setting Up Your Resources)
11.2 การเข้าถึงฐานข้อมูล (Connecting to Databases)
11.3 การจัดการฐานข้อมูล (Managing to Database)
11.4 คำสั่งเอสคิวแอล (SQL Command)
วัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Learning Objective):
1. สามารถสร้างฐานข้อมูลและกำหนดไดรเวอร์เพื่อทำงานกับฐานข้อมูลได้
2. สามารถเชื่อมต่อการทำงานกับฐานข้อมูลได้
3. สามารถเขียนชุดคำสั่งในการจัดการกับฐานข้อมูลได้
4. อธิบายรูปแบบการใช้งานคำสั่ง SQL ได้
จากเนื้อหาในบทที่แล้ว เราได้ทราบถึงการใช้งาน Swing Package ซึ่งบรรจุคลาสของ Component ต่าง ๆ ที่หลากหลาย ที่ใช้ในการสร้างการเชื่อมต่อการทำงานกับ User แน่นอนว่าจุดประสงค์ของการทำงานกับโปรแกรมนั้นก็คือเรื่องของข้อมูล หากเราทำการสร้างแบบฟอร์มสำหรับรับค่าข้อมูลจากจาก User แล้วเก็บข้อมูลในตัวแปร ก็จะเป็นการเก็บข้อมูลเพียงชั่วขณะเท่านั้น ดังนั้นหากเราต้องการจัดเก็บข้อมูลอย่างมั่นคงและถาวร ก็ต้องมีการเก็บลงในฐานข้อมูล (Database) ซึ่งในบทนี้ จะขอแนะนำให้ทราบถึงวิธีการใช้ NetBeans ทำงานร่วมกับฐานมูล
11.1 การสร้างฐานข้อมูลและกำหนดไดรเวอร์ (Setting Up Your Resources)
แน่นอนประเภทของฐานข้อมูลนั้นมีหลายประเภท แต่ฐานข้อมูลประเภทที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็คือฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) ฐานข้อมูลประเภทนี้ทำให้คุณสามารถะเชื่อมโยง (Link) ข้อมูลแบบหลายต่อหลายได้ (Many-to-Many) แต่นับจากปัจจุบันถึงอนาคตฐานข้อมูลประเภทนี้จะถูกแทนที่ด้วยฐานข้อมูลเชิงวัตถุ (Object Database) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลหลากประชนิด ทั้งข้อความ (Text) ภาพ(Image) เสียง (Voice) และมัลติมิเดีย (Multimedia) นอกจากนี้การทำงานกับฐานข้อมูล คุณจำเป็นต้องเลือกโปรแกรมฐานข้อมูลและโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล (DBMS: Database Management System) ที่มีความเหมาะสมกับกับระบบ อีกทั้งคำนึงถึงค่าใช้จ่าย (Cost) ในการลงทุนเลือกซื้อ Software เหล่านี้อีกด้วย ว่าโปรแกรมฐานข้อมูลนั้น และสำหรับภาษา Java จัดเป็นโปรแกรม DBMS ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล ทำให้เราสามารปรับปรุง (Update) ฐานข้อมูลได้ และ Java นั้นก็สามารถเชื่อมการทำงานกับฐานข้อมูลได้หลากหลายชนิด อาทิเช่นฐานข้อมูล Access, Oracle และ MySQL เป็นต้น และในที่นี้จะขอแนะนำวิธีการเชื่อม Java กับฐานข้อมูล Accesss เนื่องจากเป็นฐานข้อมูลขนาดเล็ก และคาดว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านคงมีโปรแกรม MS-Access ติดตั้งพร้อมแล้ว ไม่ต้องค้นหาโปรแกรมอื่นเพิ่มเติม คงทำให้สะดวกและง่ายในการทำงานมากยิ่งขึ้น
การสร้างฐานข้อมูล
ให้เริ่มสร้างฐานข้อมูลใน Access ก่อนตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
การเข้าใช้งานโปแกรม MS-Access และการสร้างฐานข้อมูล
1. Start > All Programs > Microsoft Access
2. เลือก Blank Database ที่แถบด้านขวามือ ดังรูป
การสร้างตาราง (Table)
ก่อนเริ่มสร้างตารางในการจัดเก็บข้อมูลมีความจำเป็นต้องออกแบบและกำหนดโครงสร้างของตาราง ซึ่งหลักการออกแบบ Table ภายใน database ต้องอาศัยการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง table และต้องทำการจัดบรรทัดฐานของ database (Normalization) เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนของข้อมูลตามหลักวิชา ฐานข้อมูล ในที่นี้สมมติว่า เราจะสร้างฐานข้อมูลเพื่อเก็บบุคคล (Personal) จะขอยกตัวอย่างข้อมูลจำนวนไม่มากเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ
การกำหนดโครงสร้างของตาราง (Table Structure)
ทำการกำหนดโครงสร้างของตาราง ดังนี้
ชื่อตาราง (Table) : personal
ลำดับ
(Number) ชื่อ Field
(Field Name) ชนิดข้อมูล
(Data Type) ความกว้าง
(Field Size) อธิบาย
(Description)
1 id Text 4 รหัสพนักงาน
2 name Text 25 ชื่อพนักงาน
3 last_name Text 25 นามสกุล
เริ่มสร้างตาราง
1. เลือกป้าย Table ในแถบด้านซ้าย > เลือก Create table in Design view เพื่อกำหนดโครงสร้างตารางด้วยตัวคุณเอง
2. ทำการกำหนด Field ลงในตารางตามที่ได้ออกแบบไว้ ดังรูป
การกำหนด Primary Key
เมื่อกำหนดโครงสร้างของตารางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะออกจากหน้าต่างนี้
เพื่อเข้าสู่การป้อนข้อมูล คุณจำเป็นต้องทำการกำหนดคีย์หลักของตาราง (Primary key) ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะนิยมกำหนดให้ 1 Table ใช้ primary key 1 ตัวเท่านั้น แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป สามารถมี primary key มากกว่า 1 ตัวได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะข้อมูลในตาราง โดยคุณสมบัติหลัก ๆ ของ Field ที่เราจะเลือกใช้เป็น primary key นั้น จะเป็น Field ที่เก็บข้อมูลไม่ซ้ำกัน(unique) โดยมากนิยมใช้ข้อมูลรหัส เป็น primary key (ควรศึกษาเพิ่มในวิชาฐานข้อมูล) และการกำหนด primary key มีขั้นตอนดังนี้
1. Click ขวาที่หัวแถวของ Field “id” > เลือก Primary key > จะมีรูปกุญแจปรากฎขึ้น ให้ดูภาพตัวอย่างได้จากด้านบน
การป้อนข้อมูลในตาราง Data Sheet
สามารถป้อนข้อมูลในตารางได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. Click ปุ่ม Close ที่มุมขวามือที่ปิดหน้าต่างของตาราง > จะปรากฏ
dialog ถามว่าคุณต้องการ Save ตารางหรือไม่ ให้ตอบ Yes และระบุชื่อตารางที่ต้องการ Save
3. จากนั้นจะปรากฎชื่อตาราง “Personal” ที่หน้าต่างของ database > ให้
Double click ที่ชื่อตาราง “Personal” เพื่อเปิดตารางขึ้นมาสำหรับป้อนข้อมูล
คุณสามารถสลับการทำงานไปมาระหว่างหน้าต่างป้อนข้อมูล (Data Sheet) กับ
หน้าต่างโครงสร้างของตาราง (Table Structure) ได้ โดยใช้ปุ่ม View ที่มุมบนซ้ายมือ ดังรูป
ถ้าคุณอยู่ในหน้าต่างโครงสร้างของตาราง (Table Structure) แล้วต้องการสลับไป
ยังหน้าต่าง Data Sheet ปุ่ม View จะเปลี่ยนสถานะจากรูปดินสอ เป็นรูป
- การแก้ไขโครงสร้างของตาราง
1. เมื่ออยู่ในหน้าต่าง Database > Click ขวาที่ชื่อตาราง “Personal” > เลือก
Design View
กำหนดไดรเวอร์ (Driver)
คุณสามารถเข้ากำหนด Driver เพื่อทำงานร่วมกับฐานข้อมูล Access ได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. Start > Control Panel > Administrative Tools > Data Sources (ODBC)
2. เลือกป้าย System DSN > Add > Microsoft Access Driver (*.mdb) > Finish
3. จะปรากฏหน้าจอ dialog ให้กำหนดชื่อ Driver > พิมพ์ชื่อ Driver ที่ต้องการลงในช่อง Data Source Name ดังรูป (หมายเลข 2) ตั้งชื่อ Driver ชื่อ Testjava
4. จากนั้น click ปุ่ม Select เพื่อเข้าไปเลือกฐานข้อมูลที่ต้องการใช้ (ตามรูปหมายเลข 3) > ให้ค้นหาที่อยู่ของ Database โดยทำงานตามขั้นตอนหมายเลข 4-7
5. จะกลับเข้าสู่หน้าจอ ดังรูป > ให้ click ปุ่ม OK
6. จากนั้นจะกลับสู่การทำงานของป้าย System DSN และปรากฎชื่อ Driver “testjava” ตามที่ได้กำหนดไว้ > คุณสามารถ click ปุ่ม Configure เพื่อย้อนกลับไปแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงรายการฐานข้อมูลที่เลือก
7. เมื่อกำหนดข้อมูลเสร็จเรียบร้อย ต้องการจบการทำงานให้ click ปุ่ม Apply > OK
การเชื่อมต่อฐานข้อมูล
ก่อนที่จะใช้งาน ADO เราจำเป็นต้องสร้าง Data Source Name (DSN) เสียก่อน โดย
เซ็ต Open Database Connectivity (ODBC) ให้เชื่อมไปยังฐานข้อมูลที่เราเตรียมไว้ ซึ่งขั้นตอนการเซ็ตมีดังนี้
1. เปิด Control Panel --- > 32 bit ODBC ของเครื่องที่ทำ Web Server
2. เลือกแท็บ System DSN แล้วคลิกปุ่ม Add
3. เลือกไดร์ฟเวอร์ของฐานข้อมูล ที่ต้องการเชื่อมต่อ ในที่นี้ เลือก Microsoft Access driver [*.mdb] แล้วคลิก Finish
4. กรอกรายละเอียดในช่อง Data Source Name ให้ตั้งชื่อของ DSN แล้วคลิกที่ปุ่ม Select เลือก MS Access 97 (*mdb) ตามต้องการ
การใช้งาน Connection Object
การที่จะติดต่อกับฐานข้อมูล เราต้องสร้างส่วนการเชื่อมต่อ หรือ Connection ก่อน โดยสร้างออบเจ็กต์สำหรับ การติดต่อ แล้วใช้เมธอด Open เปิดการเชื่อมต่อ เช่น
Set Conn=Server.CreateObject(“ADODB.Connection”)
Conn.Open “MYDSN”
บรรทัดแรก เป็นการสร้างอบบเจ็กต์สำหรับการติดต่อชื่อ Conn ไว้ก่อน จากนั้น ใช้เมธอด Open เปิดการเชื่อมต่อกับ Data Source Name ชื่อ MYDSN
การใช้งาน Recordset Object
เมื่อสร้างออบเจ็กต์การติดต่อแล้ว เราสามารถสร้าง Record Object เพื่อเอ็กซ์คิวต์ คำสั่งในการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาได้ เช่น
Set Rs=Server.Create(“ADODB.Recordset”)
Rs.Open “Select * From mytable Where id < 10”
เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ถึงกระบวนการทำงาน ให้ศึกษาตามตัวอย่างด้านล่างนี้ ซึ่งแสดงการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล เพื่อแสดงออกยังตาราง
ตัวอย่าง 05_show.asp
<%@ LANGUAGE="VBSCRIPT" %>
แสดงการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล
<%
‘เชื่อมต่อฐานข้อมูล
Set Conn=Server.CreateObject("ADODB.Connection")
Conn.Open "DATASOURCE"
Set Rs=Server.CreateObject("ADODB.Recordset")
Rs.Open " Select * From info ",Conn
‘ ตรวจสอบ record
If Rs.EOF Then
Response.Write "ไม่พบข้อมูลเลยน่ะ"
Else
%>
"
‘ ปิดการเชื่อมต่อทั้งหมด
Rs.Close
Conn.Close
End If
%>
เมื่อเราทำการ Run โปรแกรม 05_show.asp แล้วจะปรากฎดังภาพด้านล่าง นี้ ซึ่งตัวอย่างของโปรแกรมตัวนี้ สามารถนำไปเปิดดูกับฐานข้อมูลอะไรก็ได้
ภาพแสดงตัวอย่าง 05_show.asp
If Rs.EOF Then เป็นการแสดงพรอพพอตี่ EOF ของ recordset Object ในการตรวจสอบเร็คคอร์ดเซ็ต ที่ได้ว่าพบหรือไม่ EOF หมายถึง เคอร์เซอร์ ของเร็คคอร์ดอยู่ตำแหน่งใต้สุดของเร็คคอร์ด ทั้งหมด
Do While Not Rs.EOF ให้ทำการตรวจสอบข้อมูลไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดเร็คคอร์ด
Rs.MoveNext เป็นการใช้เมธอด MoveNext ของ Recordset Object ในการเลื่อนเคอร์เซอร์ให้ไปอยู่ในเร็คคอร์ดถัดไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งหมดทั้งเร็คคอร์ด
ปฎิบัติการรีเลชันแนลกับ SQL
แนวคิดของรีเลชันแนล คือ ความสัมพันธ์ของแนวคิดหลักและพื้นฐานจริง ๆ ของ รีเลชันแนล จึงมาอยู่ที่ความสัมพันธุ์ของข้อมูล ไม่ว่าเรากำลังระบบฐานข้อมูลจากโปรแกรมตัวใดก็ตาม ส่วนสำคัญที่เราจะสร้างและใช้งานระบบฐานข้อมูล คือ ภาษาที่สั่งการ เช่น SQL เป็นต้น ซึ่งมีโครงสร้างทางภาษาใกล้เคียงภาษามนุษย์ ซึ่งง่ายต่อการใช้งานมาก
ฐานข้อมูล คือ เอกสารที่เก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในลักษณะที่เป็นตาราง โดยข้อมูลจะถูกจัดเก็บเป็นรายการรวมเรียกว่าแถว (row) และในแต่ละแถวหรือแต่ละรายการ จะประกอบไปด้วยคอลัมน์ (column) เพื่อจำแนกประเภทของข้อมูล ตัวอย่างด้านล่างนี้ เป็นตัวอย่างฐานข้อมูลรายชื่อนักศึกษา ซึ่งประกอบด้วยรหัสประจำตัว ชื่อ สกุล และโปรแกรมวิชา
ตารางแสดงฐานข้อมูลรายชื่อนักศึกษา
รหัสประจำตัว
ชื่อ
นามสกุล
โปรแกรมวิชา
001
สมพงษ์
เลือดทหาร
สังคมศึกษา
002
สมบัติ
มักน้อย
สังคมศึกษา
003
พิบูลย์
สมประสงค์
ภาษาไทย
004
ณัฐนันท์
โสจิสกุล
นิเทศศาสตร์
005
วรรณวิสา
พาณิชเจริญ
อังกฤษศึกษา
006
กนกมาศ
สัมพันธ์
วิทยาศาสตร์
ในการสร้างฐานข้อมูลนั้น ที่นิยมใช้กัน คือ Microsoft Access ส่วนขั้นตอนในการสร้างนั้น ทุกคนสามารถสร้างกันได้อยู่แล้ว จะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี่มากนัก
ฐานข้อมูลที่เราสร้างขึ้นมาใหม่นี้ ประกอบไปด้วยตารางชื่อ information เพียงตารางเดียวเท่านั้น เมื่อเราต้อการเพิ่มตาราง ข้อมูลเข้าไป เพื่อบันทึก ว่านักศึกษาคนนั้นอยู่ห้องไหน มีอาจารย์ที่ปรึกษาชื่ออะไร เราก็สร้างตารางขึ้นมาอีกหนึ่งตาราง แต่แทนที่เราจะต้องบันทึกชื่อ รามสกุลของนักศึกษาใหม่ เราก็บันทึกเพียงรหัสประจำตัวเทานั้น ซึ่งตารางทั้งสองนี้จะมีความสัมพันธ์กันอยู่ที่รหัสประจำตัว คือ เมื่อการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนักศึกษา ตารางที่แสดงห้อง ก็จะแสดงข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาคนนั้นด้วย
เซ็ต Open Database Connectivity (ODBC) ให้เชื่อมไปยังฐานข้อมูลที่เราเตรียมไว้ ซึ่งขั้นตอนการเซ็ตมีดังนี้
1. เปิด Control Panel --- > 32 bit ODBC ของเครื่องที่ทำ Web Server
2. เลือกแท็บ System DSN แล้วคลิกปุ่ม Add
3. เลือกไดร์ฟเวอร์ของฐานข้อมูล ที่ต้องการเชื่อมต่อ ในที่นี้ เลือก Microsoft Access driver [*.mdb] แล้วคลิก Finish
4. กรอกรายละเอียดในช่อง Data Source Name ให้ตั้งชื่อของ DSN แล้วคลิกที่ปุ่ม Select เลือก MS Access 97 (*mdb) ตามต้องการ
การใช้งาน Connection Object
การที่จะติดต่อกับฐานข้อมูล เราต้องสร้างส่วนการเชื่อมต่อ หรือ Connection ก่อน โดยสร้างออบเจ็กต์สำหรับ การติดต่อ แล้วใช้เมธอด Open เปิดการเชื่อมต่อ เช่น
Set Conn=Server.CreateObject(“ADODB.Connection”)
Conn.Open “MYDSN”
บรรทัดแรก เป็นการสร้างอบบเจ็กต์สำหรับการติดต่อชื่อ Conn ไว้ก่อน จากนั้น ใช้เมธอด Open เปิดการเชื่อมต่อกับ Data Source Name ชื่อ MYDSN
การใช้งาน Recordset Object
เมื่อสร้างออบเจ็กต์การติดต่อแล้ว เราสามารถสร้าง Record Object เพื่อเอ็กซ์คิวต์ คำสั่งในการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาได้ เช่น
Set Rs=Server.Create(“ADODB.Recordset”)
Rs.Open “Select * From mytable Where id < 10”
เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ถึงกระบวนการทำงาน ให้ศึกษาตามตัวอย่างด้านล่างนี้ ซึ่งแสดงการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล เพื่อแสดงออกยังตาราง
ตัวอย่าง 05_show.asp
<%@ LANGUAGE="VBSCRIPT" %>
แสดงการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล
<%
‘เชื่อมต่อฐานข้อมูล
Set Conn=Server.CreateObject("ADODB.Connection")
Conn.Open "DATASOURCE"
Set Rs=Server.CreateObject("ADODB.Recordset")
Rs.Open " Select * From info ",Conn
‘ ตรวจสอบ record
If Rs.EOF Then
Response.Write "ไม่พบข้อมูลเลยน่ะ"
Else
%>
| "&Rs(i).Name&" | "|||
|---|---|---|---|
| "&Rs("id")&" | ""&Rs("Fname")&" | ""&Rs("Lname")&" | ""&Rs("position")&" |
‘ ปิดการเชื่อมต่อทั้งหมด
Rs.Close
Conn.Close
End If
%>
เมื่อเราทำการ Run โปรแกรม 05_show.asp แล้วจะปรากฎดังภาพด้านล่าง นี้ ซึ่งตัวอย่างของโปรแกรมตัวนี้ สามารถนำไปเปิดดูกับฐานข้อมูลอะไรก็ได้
ภาพแสดงตัวอย่าง 05_show.asp
If Rs.EOF Then เป็นการแสดงพรอพพอตี่ EOF ของ recordset Object ในการตรวจสอบเร็คคอร์ดเซ็ต ที่ได้ว่าพบหรือไม่ EOF หมายถึง เคอร์เซอร์ ของเร็คคอร์ดอยู่ตำแหน่งใต้สุดของเร็คคอร์ด ทั้งหมด
Do While Not Rs.EOF ให้ทำการตรวจสอบข้อมูลไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดเร็คคอร์ด
Rs.MoveNext เป็นการใช้เมธอด MoveNext ของ Recordset Object ในการเลื่อนเคอร์เซอร์ให้ไปอยู่ในเร็คคอร์ดถัดไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งหมดทั้งเร็คคอร์ด
ปฎิบัติการรีเลชันแนลกับ SQL
แนวคิดของรีเลชันแนล คือ ความสัมพันธ์ของแนวคิดหลักและพื้นฐานจริง ๆ ของ รีเลชันแนล จึงมาอยู่ที่ความสัมพันธุ์ของข้อมูล ไม่ว่าเรากำลังระบบฐานข้อมูลจากโปรแกรมตัวใดก็ตาม ส่วนสำคัญที่เราจะสร้างและใช้งานระบบฐานข้อมูล คือ ภาษาที่สั่งการ เช่น SQL เป็นต้น ซึ่งมีโครงสร้างทางภาษาใกล้เคียงภาษามนุษย์ ซึ่งง่ายต่อการใช้งานมาก
ฐานข้อมูล คือ เอกสารที่เก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในลักษณะที่เป็นตาราง โดยข้อมูลจะถูกจัดเก็บเป็นรายการรวมเรียกว่าแถว (row) และในแต่ละแถวหรือแต่ละรายการ จะประกอบไปด้วยคอลัมน์ (column) เพื่อจำแนกประเภทของข้อมูล ตัวอย่างด้านล่างนี้ เป็นตัวอย่างฐานข้อมูลรายชื่อนักศึกษา ซึ่งประกอบด้วยรหัสประจำตัว ชื่อ สกุล และโปรแกรมวิชา
ตารางแสดงฐานข้อมูลรายชื่อนักศึกษา
รหัสประจำตัว
ชื่อ
นามสกุล
โปรแกรมวิชา
001
สมพงษ์
เลือดทหาร
สังคมศึกษา
002
สมบัติ
มักน้อย
สังคมศึกษา
003
พิบูลย์
สมประสงค์
ภาษาไทย
004
ณัฐนันท์
โสจิสกุล
นิเทศศาสตร์
005
วรรณวิสา
พาณิชเจริญ
อังกฤษศึกษา
006
กนกมาศ
สัมพันธ์
วิทยาศาสตร์
ในการสร้างฐานข้อมูลนั้น ที่นิยมใช้กัน คือ Microsoft Access ส่วนขั้นตอนในการสร้างนั้น ทุกคนสามารถสร้างกันได้อยู่แล้ว จะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี่มากนัก
ฐานข้อมูลที่เราสร้างขึ้นมาใหม่นี้ ประกอบไปด้วยตารางชื่อ information เพียงตารางเดียวเท่านั้น เมื่อเราต้อการเพิ่มตาราง ข้อมูลเข้าไป เพื่อบันทึก ว่านักศึกษาคนนั้นอยู่ห้องไหน มีอาจารย์ที่ปรึกษาชื่ออะไร เราก็สร้างตารางขึ้นมาอีกหนึ่งตาราง แต่แทนที่เราจะต้องบันทึกชื่อ รามสกุลของนักศึกษาใหม่ เราก็บันทึกเพียงรหัสประจำตัวเทานั้น ซึ่งตารางทั้งสองนี้จะมีความสัมพันธ์กันอยู่ที่รหัสประจำตัว คือ เมื่อการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนักศึกษา ตารางที่แสดงห้อง ก็จะแสดงข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาคนนั้นด้วย
เครื่องช่วยเดิน – นวัตกรรมใหม่ของฮอนด้า
กำลังสงสัยล่ะสิ ว่าเจ้าอุปกรณ์หน้าตาประหลาดๆ นี้มันคืออะไร มีไว้ทำไม คำตอบก็คือ มันคือเครื่องช่วยเดิน ที่บริษัทฮอนด้าได้ประดิษฐ์ขึ้น และเปิดตัวความสำเร็จขั้นที่สองไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงทดลองการใช้งานจริง
ว่ากันว่า ด้วยอุปกรณ์ช่วยเดินนี้ ผู้ใช้จะสามารถก้าวขาได้ยาวกว่าปกติ (เปรียบเทียบกับเวลาที่ไม่ได้ใช้) ทำให้การเดินง่ายยิ่งขึ้น นำมาใช้สำหรับทุ่นแรงของคนงานในโรงงานต่าง ๆ ที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ หรือต้องลุกนั่งบ่อยๆ ได้เป็นอย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ว่านี้ จะสามารถช่วยพยุงขาของผู้ที่สวมใส่ ไม่ให้แบกรับน้ำหนักมากเกินไปในขณะที่เดินไป-มา หรือต้องออกแรงมากมายในเวลาที่ต้องย่อเข่า ลุกขึ้น หรือเวลาที่เดินขึ้น-ลงบันได โดยอุปกรณ์ดังกล่าวถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ติดเครื่องยนต์ และมีระบบเซ็นเซอร์ ซึ่งจะช่วยพยุงน้ำหนักของร่างกายได้ถึง 3 กิโลกรัม และในขณะที่ย่อตัว มันจะช่วยพยุงน้ำหนักได้ถึง 9 กิโลกรัมเลยทีเดียว
บริษัท ฮอนด้าริเริ่มวิจัยและพัฒนาเครื่องช่วยเดินมาตั้งแต่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางไปในที่ต่างๆ อย่างมีความสุข ส่วนเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์ดังกล่าว ก็คือ นวัตกรรมพิเศษที่พัฒนามาจากการศึกษาการเดินของมนุษย์ของฮอนด้ามาเป็นเวลายาวนาน ที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา “อาซิโม” หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่ล้ำยุคที่สุดในโลกนั่นเอง
ได้ยินแบบนี้แล้ว ผู้ป่วยหรือใครที่ขาไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยให้เดินเหิน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ได้สะดวกอีกแล้ว คงจะยิ้มออกได้เลยล่ะงานนี้
ภาวะขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาสำคัญที่กำลังคุกคามไปทั่วโลกคะ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหานี้ ดีไซน์เนอร์ชื่อ Leonardo Manavella ได้ออกแบบเครื่องมือหนึ่งที่อาจจะเป็นหนทางการแก้ไขของปัญหานี้ได้ นั้นก็คือ “Agua H2O” คะ ... เอ้า!...ดูจากรูปแล้วพอจะเดากันได้ไหมเอ่ย ว่าไอเจ้า Aqua H20 เนี้ย มันเอาไว้ใช้ทำอะไร .... แหม รูปประกอบโจ่งครึ้มขนาดนี้ ต้องทายกันถูกอยู่แล้วละ ^ ^
Aqua H20 เป็นเครื่องแปลงสภาพ " ปัสสาวะ " ซึ่งเป็นของเสียที่ถูกขับออกจากร่างกายให้กลายมาเป็นน้ำสะอาดคะ โดยทำงานผ่านระบบที่เรียกว่า “ Activated Carbon ซึ่งจะช่วยปรับทั้ง " สี " และ " กลิ่น " จากเดิมที่เป็นกลิ่นตุๆสีตุ่นๆ ให้กลายเป็นน้ำใสๆหอมหวนชวนดื่ม ซึ่งความพิเศษของเจ้าเครื่องนี้ก็คือ มันสามารถใช้ได้ทั้งปัสสาวะของคนและสัตว์ ( อืมม ... กินฉี่ของไอด่างที่บ้าน ) แถมยังมีขนาดกระทัดรัด พกพาสะดวก เหมาะกับการพกไว้เผื่อฉุกเฉินยาม และ.....ข้อสุดท้ายซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุดๆๆๆ นั้นก็คือ คุณไม่ต้องพกแก้วไว้รองน้ำให้เมื่อย เพราะคุณสามารถยกซดดับกระหายจากเครื่องได้ทันทีเลย เพียงแต่ ....คุณจะกล้าพอรึเปล่าละ... = ="
ว่ากันว่า ด้วยอุปกรณ์ช่วยเดินนี้ ผู้ใช้จะสามารถก้าวขาได้ยาวกว่าปกติ (เปรียบเทียบกับเวลาที่ไม่ได้ใช้) ทำให้การเดินง่ายยิ่งขึ้น นำมาใช้สำหรับทุ่นแรงของคนงานในโรงงานต่าง ๆ ที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ หรือต้องลุกนั่งบ่อยๆ ได้เป็นอย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ว่านี้ จะสามารถช่วยพยุงขาของผู้ที่สวมใส่ ไม่ให้แบกรับน้ำหนักมากเกินไปในขณะที่เดินไป-มา หรือต้องออกแรงมากมายในเวลาที่ต้องย่อเข่า ลุกขึ้น หรือเวลาที่เดินขึ้น-ลงบันได โดยอุปกรณ์ดังกล่าวถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ติดเครื่องยนต์ และมีระบบเซ็นเซอร์ ซึ่งจะช่วยพยุงน้ำหนักของร่างกายได้ถึง 3 กิโลกรัม และในขณะที่ย่อตัว มันจะช่วยพยุงน้ำหนักได้ถึง 9 กิโลกรัมเลยทีเดียว
บริษัท ฮอนด้าริเริ่มวิจัยและพัฒนาเครื่องช่วยเดินมาตั้งแต่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางไปในที่ต่างๆ อย่างมีความสุข ส่วนเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์ดังกล่าว ก็คือ นวัตกรรมพิเศษที่พัฒนามาจากการศึกษาการเดินของมนุษย์ของฮอนด้ามาเป็นเวลายาวนาน ที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา “อาซิโม” หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่ล้ำยุคที่สุดในโลกนั่นเอง
ได้ยินแบบนี้แล้ว ผู้ป่วยหรือใครที่ขาไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยให้เดินเหิน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ได้สะดวกอีกแล้ว คงจะยิ้มออกได้เลยล่ะงานนี้
ภาวะขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาสำคัญที่กำลังคุกคามไปทั่วโลกคะ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหานี้ ดีไซน์เนอร์ชื่อ Leonardo Manavella ได้ออกแบบเครื่องมือหนึ่งที่อาจจะเป็นหนทางการแก้ไขของปัญหานี้ได้ นั้นก็คือ “Agua H2O” คะ ... เอ้า!...ดูจากรูปแล้วพอจะเดากันได้ไหมเอ่ย ว่าไอเจ้า Aqua H20 เนี้ย มันเอาไว้ใช้ทำอะไร .... แหม รูปประกอบโจ่งครึ้มขนาดนี้ ต้องทายกันถูกอยู่แล้วละ ^ ^
Aqua H20 เป็นเครื่องแปลงสภาพ " ปัสสาวะ " ซึ่งเป็นของเสียที่ถูกขับออกจากร่างกายให้กลายมาเป็นน้ำสะอาดคะ โดยทำงานผ่านระบบที่เรียกว่า “ Activated Carbon ซึ่งจะช่วยปรับทั้ง " สี " และ " กลิ่น " จากเดิมที่เป็นกลิ่นตุๆสีตุ่นๆ ให้กลายเป็นน้ำใสๆหอมหวนชวนดื่ม ซึ่งความพิเศษของเจ้าเครื่องนี้ก็คือ มันสามารถใช้ได้ทั้งปัสสาวะของคนและสัตว์ ( อืมม ... กินฉี่ของไอด่างที่บ้าน ) แถมยังมีขนาดกระทัดรัด พกพาสะดวก เหมาะกับการพกไว้เผื่อฉุกเฉินยาม และ.....ข้อสุดท้ายซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุดๆๆๆ นั้นก็คือ คุณไม่ต้องพกแก้วไว้รองน้ำให้เมื่อย เพราะคุณสามารถยกซดดับกระหายจากเครื่องได้ทันทีเลย เพียงแต่ ....คุณจะกล้าพอรึเปล่าละ... = ="
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553
จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ทำงานอย่างไร
1.ถ้าเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ประเภท POP ก็จะรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทาง POP3 (Post Office Protocol) คือในทันทีที่มีจดหมายมาส่งที่ทำการไปรษณีย์ปลายทาง (โดยทั่วไปคือ Mail server ของ ISP หรือ องค์กรต่างๆ) จดหมายฉบับนั้นก็จะค้างอยู่ที่ทำการฯ ไปจนกว่าจะมีคนมาติดต่อขอรับมัน ด้วยวิธีการนี้ภาระของผู้ส่งจดหมายจะสิ้นสุดเมื่อจดหมายถึงที่ทำการไปรษณีย์ปลายทาง(ซึ่งก็เปรียบเสมือนโฮสต์ที่ทำหน้าที่เก็บจดหมายของผู้ใช้ปลายทาง) POP3 จะเป็น Protocol แบบดึง(Pull Protocol) เมื่อใดก็ตามที่เครื่องคอมพิวเตอร์ผู้ใช้บริการ (Client) มีความต้องการที่จะตรวจสอบข้อความ มันจะทำการเชื่อมต่อไปยัง Mail server และจะใช้ POP เพื่อ Login เข้าไปยังตู้รับจดหมาย (Mailbox) แล้วดึงจดหมายนั้นมาไว้ในเครื่องเรา POP จะเป็นการบริการที่เหมาะสมสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ต้องการติดต่อเข้าอินเทอร์เน็ตทางโทรศัพท์ เพราะว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราจะรับ E-mail ไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อม ต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอด2. MIME (Multipurpose Internet Mail Extension) เป็นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทาง Protocol ใหม่ที่ชื่อว่า MIME ซึ่งเป็นมาตรฐานในการเข้ารหัสแฟ้มข้อมูลหลายชนิดไปรวมกับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านอินเทอร์เน็ต ดังนั้นเราจึงสามารถส่งไฟล์ทุกประเภทไปพร้อมกับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยมีวิธีการ คือแปลง ไฟล์รูปภาพ เสียง วีดีโอ ซึ่งอยู่ในรูปแบบ Binary ให้มาอยู่ในรูปแบบตัวอักษร MIME ซึ่งเป็นตัวมาตรฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อรองรับจุดประสงค์ที่หลากหลายจากการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น
โปรโตคอลและโทโปโลยี
ข้อมูลจาก http://www.thaiinternetwork.com/chapter/ieee_osi.htm ปี ค.ศ.1977 องค์กร ISO(International Organization for Standard) ได้ตั้งคณะกรรมการ เพื่อพัฒนามาตรฐานของสถาปัตยกรรมเครือข่าย และในปี ค.ศ.1983 องค์กร ISO ก็ได้ประกาศรูปแบบสถาปัตยกรรม OSI model(Open system interconnection model) เพื่อเป็นมาตรฐานในการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งการเชื่อมต่อเป็น 7 Layer แลนตามข้อกำหนดของ IEEE เครือข่ายเฉพาะที่หรือแลนมีลักษณะโดยทั่วไป คือ มีอัตราการส่งข้อมูลสูงและมักมีรัศมีเครือข่ายครอบคลุมระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงแลนตามมาตรฐานที่กำหนดโดย IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) IEEE กำหนดเครือข่ายเฉพาะที่โดยใช้ตัวเลข 802 ตามด้วยตัวเลขย่อยเป็นรหัสประจำแต่ละมาตรฐาน รูปที่ข้างล่างนี้ เป็นแบบจำลองบางส่วนของมาตรฐานซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายได้แก่ • IEEE 802.3 หรืออีเทอร์เนต ใช้โปรโตคอลซีเอสเอ็มเอ/ซีดีในโทโปโลยีแบบบัส • IEEE 802.4 หรือโทเคนบัส ใช้โปรโตคอลส่งผ่านโทเคนในโทโปโลยีแบบบัส • IEEE 802.5 หรือโทเคนริง ใช้โปรโตคอลส่งผ่านโทเคนในโทโปโลยีวงแหวน IEEE 802.3 IEEE 802.3 หรือ อีเทอร์เน็ต (Ethernet) เป็นเครือข่ายที่มีความเร็วสูงการส่งข้อมูล 10 เมกะบิตต่อวินาที สถานีในเครือข่ายอาจมีโทโปโลยีแบบัสหรือแบบดาว IEEE ได้กำหนดมาตรฐานอีเทอร์เน็ตซึ่งทำงานที่ความเร็ว 10 เมกะบิตต่อวินาทีไว้หลายประเภทตามชนิดสายสัญญาณเช่น • 10Base5 อีเทอร์เน็ตโทโปโลยีแบบบัสซึ่งใช้สายโคแอกเชียลแบบหนา (Thick Ethernet) ความยาวของสายในเซกเมนต์หนึ่ง ๆ ไม่เกิน 500 เมตร • 10Base2 อีเทอร์เน็ตโทโปโลยีแบบบัสซึ่งใช้สายโคแอ๊กเชียลแบบบาง (Thin Ethernet) ความยาวของสายในเซกเมนต์หนึ่ง ๆ ไม่เกิน 185 เมตร • 10BaseT อีเทอร์เน็ตโทโปโลยีแบบดาวซึ่งใช้ฮับเป็นศูนย์กลาง สถานีและฮับเชื่อมด้วยสายยูทีพี (Unshield Twisted Pair) ด้วยความยาวไม่เกิน 100 เมตร รูปที่ข้างล่าง แสดงถึงลักษณะเครือข่ายอีเทอร์เน็ตแยกตามประเภทของสายสัญญาณ รหัสขึ้นต้นด้วย 10 หมายถึงความเร็วสายสัญญาณ 10 เมกะบิตต่อวินาที คำว่า “Base” หมายถึงสัญญาณชนิด “Base” รหัสถัดมาหากเป็นตัวเลขหมายถึงความยาวสายต่อเซกเมนต์ในหน่วยหนึ่งร้อยเมตร (5=500, 2 แทนค่า 185) หากเป็นอักษรจะหมายถึงชนิดของสาย เช่น T คือ Twisted pair หรือ F คือ Fiber optics ส่วนมาตรฐานอีเทอร์เน็ตความเร็ว 100 เมกกะบิตต่อวินาทีที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่ 100BaseTX และ 100BaseFX สำหรับอีเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบกิกะบิตอีเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ตัวอย่างของมาตรฐานกิกะบิตอีเทอร์เน็ตในปัจจุบันได้แก่ 100BaseT, 100BaseLX และ 100BaseSX เป็นต้น อีเทอร์เน็ตใช้โปรโตคอล ซีเอสเอ็มเอ/ซีดี (CSMA/CD : Carrier Sense Multiple Access with Collision Detection) เป็นตัวกำหนดขั้นตอนให้สถานีเข้าครอบครองสายสัญญาณ ในขณะเวลาหนึ่งจะมีเพียงสถานีเดียวที่เข้าครองสายสัญญาณเพื่อส่งข้อมูล สถานีที่ต้องการส่งข้อมูลต้องการตรวจสอบสายสัญญาณว่ามีสถานีอื่นใช้สายอยู่หรือไม่ ถ้าสายสัญญาณว่างก็ส่งข้อมูลได้ทันที หากไม่ว่างก็ต้องคอยจนกว่าสายสัญญาณว่างจึงจะส่งข้อมูลได้ ขณะที่สถานีหนึ่ง ๆ กำลังส่งข้อมูลก็ต้องตรวจสอบสายสัญญาณไปพร้อมกันด้วยเพื่อตรวจว่าในจังหวะเวลาที่ใกล้เคียงกันนั้นมีสถานีอื่นซึ่งพบสายสัญญาณว่างและส่งข้อมูลมาหรือไม่ หากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นแล้ว ข้อมูลจากทั้งสองสถานีจะผสมกันหรือเรียกว่า การชนกัน (Collision) และนำไปใช้ไม่ได้ สถานีจะต้องหยุดส่งและสุ่มหาเวลาเพื่อเข้าใช้สายสัญญาณใหม่ ในเครือข่ายอีเทอร์เน็ตที่มีสถานีจำนวนมากมักพบว่าการทานจะล่าช้าเพราะแต่ละสถานีพยายามยึดช่องสัญญาณเพื่อส่งข้อมูลและเกิดการชนกันเกือบตลอดเวลา โดยไม่สามารถกำหนดว่าสถานีใดจะได้ใช้สายสัญญาณเมื่อเวลาใด อีเทอร์เน็ตจึงไม่มีเหมาะกับการใช้งานในระบบจริง IEEE 802.4 IEEE 802.4 หรือ โทเคนบัส (Token Bus) มีโทโปโลยีแบบบัสเช่นเดียวกับ IEEE 802.3 แต่มีข้อกำหนดการเข้าใช้สายสื่อสายโดยใช้โทเค็นพิเศษซึ่งทำหน้าที่เป็นเฟรมสัญญาณกำหนดจังหวะให้สถานีเข้าใช้สายสื่อสาร โทเค็นจะถูกนำส่งจากสถานหนึ่งไปยังสถานีหนึ่งและวนกลับที่เดิมเป็นวงรอบ สถานีที่ได้รับโทเค็นจะมีสิทธิ์ใช้สายสื่อสารเพื่อส่งข้อมูลได้ สายสื่อสารในโทเค็นบัสมักใช้สายโคแอ็กเชียล และมีอัตราเร็วหลายระดับคือ 1, 5 หรือ 10 เมกะบิตต่อวินาที การใช้โทเคนช่วยให้สถานีไม่ต้องแย่งยึดช่องสัญญาณเหมือนใน IEEE 802.3 หากแต่ความซับซ้อนของโปโตคอลทำให้ IEEE 802.4 ไม่เป็นที่นิยมใช้ IEEE 802.5 IEEE 802.5 หรือ โทเคนริง (Token Ring) หรือมักเรียกว่าไอบีเอ็มโทเคนริงจัดเป็นเครือข่ายที่ใช้โทโปโลยีแบบวงแหวนด้วยสายคู่ตีเกลียวหรือเส้นใยนำแสง อัตราการส่งข้อมูลของโทเค็นริงที่ใช้โดยทั่วไปคือ 4 และ 6 เมกะบิตต่อวินาที รูปที่ข้างล่าง แสดงการทำงานของโทเค็นริง โดยมีเฟรมพิเศษเรียกว่า โทเค็นว่าง (free token) วิ่งวนอยู่ สถานีที่ต้องการส่งข้อมูลจะรอให้โทเค็นว่างเดินทางมาถึงแล้วรับโทเค็นว่างมาเปลี่ยนเป็น เฟรมข้อมูล (data frame) โดยใส่แฟล็กแสดงเฟรมข้อมูลและบรรจุแอดเดรสของสถานีต้นทางและปลายทางตลอดจนข้อมูลอื่นๆจากนั้นสถานีจึงปล่อยเฟรมนี้ออกไป เมื่อสถานีปลายทางได้รับเฟรมจะสำเนาข้อมูลไว้และปล่อยเฟรมให้วนกลับมายังสถานีส่ง สถานีส่งจะตรวจสอบเฟรมและปล่อยโทเค็นว่างคืนสู่เครือข่ายให้สถานีอื่นมีโอกาสส่งข้อมูลต่อไป กลไกลแบบส่งผ่านโทเค็นจัดอยู่ในประเภทประเมินเวลาได้ กล่าวคือ สามารถคำนวณเวลาสูงสุดที่สถานีมีสิทธิ์จับโทเค็นเพื่อส่งข้อมูลได้ โทเค็นริงจึงเหมาะกับระบบที่ต้องการความแน่นอนทางเวลาหรืองานแบบเวลาจริง (Open System Interconnection) An ISO standard for worldwide communications that defines a framework for implementing protocols in seven layers. Control is passed from one layer to the next, starting at the application layer in one station, proceeding to the bottom layer, over the channel to the next station and back up the hierarchy. At one time, most vendors agreed to support OSI in one form or another, but OSI was too loosely defined and proprietary standards were too entrenched. Except for the OSI-compliant X.400 and X.500 e-mail and directory standards, which are widely used, what was once thought to become the universal communications standard now serves as the teaching model for all other protocols. Most of the functionality in the OSI model exists in all communications systems, although two or three OSI layers may be incorporated into one. For details of the OSI model, see OSI model. For comparisons between the OSI model and other protocol stacks,
นวัตกรรมใหม่ แว่นนาโนคริสตอล
สวทช. และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง นำนวัตกรรมนาโนคริสตอล ประยุกต์ผลิตแว่นนาโน
กรุงเทพฯ– นักวิทยาศาสตร์ไทย ผลิตแว่นนาโนคริสตอล แว่นคุณสมบัติพิเศษ ที่จะช่วยให้นักนิติวิทยาศาสตร์ ทำงานได้ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะทำให้มองเห็นสารคัดหลั่ง อาทิ คราบเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย อสุจิ ที่คนร้ายทิ้งร่องรอยไว้ ณ จุดเกิดเหตุได้ด้วยแว่นเพียงอันเดียว และได้ทำการมอบแว่นนาโนคริสตอลต้นแบบให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ยังจะมีการทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำนวัตกรรมนาโนคริสตอล ไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ การแพทย์และการเกษตร ต่อไป
นวัตกรรมนาโนคริสตอล เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักวิจัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
ดร. ธีระชัย พรสินศิริรักษ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ สวทช. กล่าวว่า“แว่นนาโนคริสตอล เป็นบาย-โปรดักส์สำคัญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำวิจัยฟิล์มบางวัสดุนาโนเพื่อนำไปใช้ในงานนาโนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์โซลาร์เซลส์ ตัวตรวจวัดแสง (Photo Detector)และตัวเปล่งแสง (LED-Light Emitting Diode) เป็นต้น ทั้งนี้ได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรไปแล้วทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกา และยังทำการวิจัยพัฒนาต่อเพื่อให้เกิดผลในเชิงพาณิชย์สู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม”
“นวัตกรรมนาโนคริสตอล สอดคล้องกับแผน Fast Forward ในอันที่จะเร่งเพิ่มสิทธิบัตรนวัตกรรมของ สวทช.” ดร. ธีระชัย กล่าว
ดร. ธีระชัย กล่าวต่อว่า เราทำโครงการวิจัยระยะยาว เพื่อสร้างพื้นฐานทางนาโนเทคโนโลยีให้กับประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็มองหาหนทางในการนำเทคโนโลยีที่ค้นพบ มาก่อให้เกิดประโยชน์ และเห็นผลได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว
รศ.ดร.จิติ หนูแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมนาโนคริสตอล กล่าวว่า นาโนคริสตอล เกิดจากการนำผลึกของอินเดียมออกซิไนไตรด์ (Indium Oxynitride) ซึ่งเป็นสารประกอบออกซิเจน ไนโตรเจนของอินเดียมที่มีขนาดเล็กระดับนาโน เคลือบลงบนเลนส์แก้วหรือพลาสติกโดยใช้วิธีไอระเหย ซึ่งจะส่งผลให้เลนส์นั้นเกิดคุณสมบัติพิเศษคือ ความสามารถในการตัดแสงในช่วงความยาวคลื่นของแสงที่แตกต่างกัน ดังนั้น แว่นนาโนคริสตอล จึงทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์ ซึ่งสามารถตัดแสงสีน้ำเงิน เขียว และแดง รวมทั้งรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต หรือรังสียูวีทั้ง UV-A, UV-B และ UV-C ได้ อีกทั้งยังผลิตได้ง่ายด้วยวัตถุดิบในประเทศทั้งหมด
เมื่อนำเลนส์ที่เคลือบด้วยนาโนคริสตอลมาประยุกต์ทำแว่นนาโนเพื่อใช้ในการตรวจหาหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุด้วยวิธีทางด้านแสงยูวี จะช่วยให้เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์มองเห็นสารคัดหลั่ง อาทิ คราบเลือด คราบน้ำลาย คราบอสุจิ หรือลายนิ้วมือ หรือเส้นใย ได้มากกว่า 1 ประเภท ด้วยแว่นเพียงอันเดียว ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้กับเจ้าหน้าที่
พันตำรวจโท สมชาย เฉลิมสุขสันต์ หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะคดีข่มขืนหรือคดีฆาตกรรม เจ้าหน้าที่นิติ-วิทยาศาสตร์จะตรวจหาหลักฐานที่เป็นสารคัดหลั่ง หรืออื่นๆ โดยใช้แสงหลายความยาวคลื่นในย่านยูวี-วิซิเบิล ฉายลงในพื้นที่หรือวัตถุต้องสงสัยที่จะเกิดการเรืองแสงกับแสงยูวีในช่วงความยาวคลื่นที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ต้องใส่แว่นตาพิเศษ ซึ่งมี 3 สี คือ สีเหลือง สีส้ม และสีแดง ซึ่งแว่นแต่ละสีทำหน้าที่ตัดแสงในย่านความยาวคลื่นแสงที่แตกต่างกัน ทำให้เห็นการเรืองแสงดังกล่าว ดังนั้นในการตรวจสอบแต่ละครั้งอาจต้องเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนความยาวคลื่นของแสงที่ฉายลงบนพื้นที่หรือวัตถุ และเปลี่ยนแว่นตาที่ทำหน้าที่ตัดแสงแต่ละสี เพื่อให้เห็นการเรืองแสงหรือเห็นสิ่งที่ต้องการตรวจหาเมื่อมองผ่านแว่นตา
พันตำรวจโท สมชาย กล่าวต่อว่า “แว่นนาโนคริสตอล เป็นนวัตกรรมใหม่ ถือได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์อีกทางหนึ่ง โดยจะช่วยสนับสนุนภารกิจให้กับทีมนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสารคัดหลั่งที่คนร้ายทิ้งไว้ในสถานที่เกิดเหตุ ได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนั้นทั้งคณะผู้คิดค้นและวัตถุดิบที่นำมาผลิต ก็อยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้หน่วยงาน บริษัทต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานราชการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้”
นอกเหนือจากการนำแว่นนาโนคริสตอล มาใช้ในงานตรวจสอบสารคัดหลั่งของเจ้าหน้าที่นิติ-วิทยาศาสตร์แล้ว แว่นนาโนคริสตอล ยังมีศักยภาพที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ เช่น ใช้ทำแว่นสำหรับแพทย์ที่ฉายรังสียูวีเพื่อการรักษาหรือเพื่อเสริมความงาม แพทย์ที่ใช้เลเซอร์ในการผ่าตัด หรือแว่นสำหรับป้องกันแสงและรังสีในการเชื่อมโลหะ และการใช้แว่นป้องกันแสงยูวีในการคัดแยกกุ้งกุลาดำ เป็นต้น
หลังจากการส่งมอบแว่นนาโนคริสตอล เพื่อทดสอบการใช้งานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ทางทีมวิจัยจะได้ส่งมอบแว่นนาโนคริสตอล เพื่อทดสอบภาคสนามในอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ คาดว่า การทดสอบภาคสนามจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2551
กรุงเทพฯ– นักวิทยาศาสตร์ไทย ผลิตแว่นนาโนคริสตอล แว่นคุณสมบัติพิเศษ ที่จะช่วยให้นักนิติวิทยาศาสตร์ ทำงานได้ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพราะทำให้มองเห็นสารคัดหลั่ง อาทิ คราบเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย อสุจิ ที่คนร้ายทิ้งร่องรอยไว้ ณ จุดเกิดเหตุได้ด้วยแว่นเพียงอันเดียว และได้ทำการมอบแว่นนาโนคริสตอลต้นแบบให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ ยังจะมีการทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำนวัตกรรมนาโนคริสตอล ไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ อาทิ การแพทย์และการเกษตร ต่อไป
นวัตกรรมนาโนคริสตอล เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักวิจัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
ดร. ธีระชัย พรสินศิริรักษ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ สวทช. กล่าวว่า“แว่นนาโนคริสตอล เป็นบาย-โปรดักส์สำคัญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการทำวิจัยฟิล์มบางวัสดุนาโนเพื่อนำไปใช้ในงานนาโนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อุปกรณ์โซลาร์เซลส์ ตัวตรวจวัดแสง (Photo Detector)และตัวเปล่งแสง (LED-Light Emitting Diode) เป็นต้น ทั้งนี้ได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตรไปแล้วทั้งในประเทศไทยและในสหรัฐอเมริกา และยังทำการวิจัยพัฒนาต่อเพื่อให้เกิดผลในเชิงพาณิชย์สู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม”
“นวัตกรรมนาโนคริสตอล สอดคล้องกับแผน Fast Forward ในอันที่จะเร่งเพิ่มสิทธิบัตรนวัตกรรมของ สวทช.” ดร. ธีระชัย กล่าว
ดร. ธีระชัย กล่าวต่อว่า เราทำโครงการวิจัยระยะยาว เพื่อสร้างพื้นฐานทางนาโนเทคโนโลยีให้กับประเทศ ในขณะเดียวกัน ก็มองหาหนทางในการนำเทคโนโลยีที่ค้นพบ มาก่อให้เกิดประโยชน์ และเห็นผลได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว
รศ.ดร.จิติ หนูแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยนาโนเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมนาโนคริสตอล กล่าวว่า นาโนคริสตอล เกิดจากการนำผลึกของอินเดียมออกซิไนไตรด์ (Indium Oxynitride) ซึ่งเป็นสารประกอบออกซิเจน ไนโตรเจนของอินเดียมที่มีขนาดเล็กระดับนาโน เคลือบลงบนเลนส์แก้วหรือพลาสติกโดยใช้วิธีไอระเหย ซึ่งจะส่งผลให้เลนส์นั้นเกิดคุณสมบัติพิเศษคือ ความสามารถในการตัดแสงในช่วงความยาวคลื่นของแสงที่แตกต่างกัน ดังนั้น แว่นนาโนคริสตอล จึงทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์ ซึ่งสามารถตัดแสงสีน้ำเงิน เขียว และแดง รวมทั้งรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต หรือรังสียูวีทั้ง UV-A, UV-B และ UV-C ได้ อีกทั้งยังผลิตได้ง่ายด้วยวัตถุดิบในประเทศทั้งหมด
เมื่อนำเลนส์ที่เคลือบด้วยนาโนคริสตอลมาประยุกต์ทำแว่นนาโนเพื่อใช้ในการตรวจหาหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุด้วยวิธีทางด้านแสงยูวี จะช่วยให้เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์มองเห็นสารคัดหลั่ง อาทิ คราบเลือด คราบน้ำลาย คราบอสุจิ หรือลายนิ้วมือ หรือเส้นใย ได้มากกว่า 1 ประเภท ด้วยแว่นเพียงอันเดียว ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้กับเจ้าหน้าที่
พันตำรวจโท สมชาย เฉลิมสุขสันต์ หัวหน้ากลุ่มตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ในการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะคดีข่มขืนหรือคดีฆาตกรรม เจ้าหน้าที่นิติ-วิทยาศาสตร์จะตรวจหาหลักฐานที่เป็นสารคัดหลั่ง หรืออื่นๆ โดยใช้แสงหลายความยาวคลื่นในย่านยูวี-วิซิเบิล ฉายลงในพื้นที่หรือวัตถุต้องสงสัยที่จะเกิดการเรืองแสงกับแสงยูวีในช่วงความยาวคลื่นที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ต้องใส่แว่นตาพิเศษ ซึ่งมี 3 สี คือ สีเหลือง สีส้ม และสีแดง ซึ่งแว่นแต่ละสีทำหน้าที่ตัดแสงในย่านความยาวคลื่นแสงที่แตกต่างกัน ทำให้เห็นการเรืองแสงดังกล่าว ดังนั้นในการตรวจสอบแต่ละครั้งอาจต้องเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนความยาวคลื่นของแสงที่ฉายลงบนพื้นที่หรือวัตถุ และเปลี่ยนแว่นตาที่ทำหน้าที่ตัดแสงแต่ละสี เพื่อให้เห็นการเรืองแสงหรือเห็นสิ่งที่ต้องการตรวจหาเมื่อมองผ่านแว่นตา
พันตำรวจโท สมชาย กล่าวต่อว่า “แว่นนาโนคริสตอล เป็นนวัตกรรมใหม่ ถือได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์อีกทางหนึ่ง โดยจะช่วยสนับสนุนภารกิจให้กับทีมนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสารคัดหลั่งที่คนร้ายทิ้งไว้ในสถานที่เกิดเหตุ ได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนั้นทั้งคณะผู้คิดค้นและวัตถุดิบที่นำมาผลิต ก็อยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้หน่วยงาน บริษัทต่างๆ รวมทั้งหน่วยงานราชการสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้”
นอกเหนือจากการนำแว่นนาโนคริสตอล มาใช้ในงานตรวจสอบสารคัดหลั่งของเจ้าหน้าที่นิติ-วิทยาศาสตร์แล้ว แว่นนาโนคริสตอล ยังมีศักยภาพที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ เช่น ใช้ทำแว่นสำหรับแพทย์ที่ฉายรังสียูวีเพื่อการรักษาหรือเพื่อเสริมความงาม แพทย์ที่ใช้เลเซอร์ในการผ่าตัด หรือแว่นสำหรับป้องกันแสงและรังสีในการเชื่อมโลหะ และการใช้แว่นป้องกันแสงยูวีในการคัดแยกกุ้งกุลาดำ เป็นต้น
หลังจากการส่งมอบแว่นนาโนคริสตอล เพื่อทดสอบการใช้งานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้ว ทางทีมวิจัยจะได้ส่งมอบแว่นนาโนคริสตอล เพื่อทดสอบภาคสนามในอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ คาดว่า การทดสอบภาคสนามจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2551
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
